Website Banner




ระเบียบกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ
ว่าด้วยการสงเคราะห์คนไร้ที่พึ่งในสถานสงเคราะห์
พ.ศ.  ๒๕๔๗
---------------------
 
                   เนื่องจากมีพระราชกฤษฎีกาโอนกิจการบริหารและอำนาจหน้าที่ของส่วนราชการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ กรม พ.ศ. ๒๕๔๕  พ.ศ. ๒๕๔๕  กำหนดให้โอนบรรดากิจการอำนาจ หน้าที่ ทรัพย์สิน งบประมาณของส่วนราชการสังกัดกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมในส่วนของกรมประชาสงเคราะห์ มาเป็นของกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการในสังกัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ดังนั้น จึงเห็นสมควรปรับปรุงแก้ไขระเบียบกรมประชาสงเคราะห์ ว่าด้วยการสงเคราะห์เด็กภายในครอบครัว พ.ศ. ๒๕๒๙ และที่แก้ไขเพิ่มเติม ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ในปัจจุบันและสอดคล้องตามกฎหมายว่าด้วยปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม จึงได้กำหนดระเบียบไว้  ดังนี้
                   ข้อ ๑  ระเบียบนี้เรียกว่า ระเบียบกรมพัฒนาสังคมและสวัดิการ ว่าด้วยการสงเคราะห์คนไร้ที่พึ่งในสถานสงเคราะห์ พ.ศ. ๒๕๔๗
                   ข้อ ๒  ให้ใช้ระเบียบนี้  ตั้งแต่วันประกาศเป็นต้นไป
                   ข้อ ๓  ให้ยกเลิกระเบียบกรมประชาสงเคราะห์ ว่าด้วยการสงเคราะห์คนไร้ที่พึ่งในสถานสงเคราะห์ พ.ศ.  ๒๕๔๔
                   ข้อ ๔  ให้อธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ เป็นผู้รักษาการตามระเบียบนี้
                   ข้อ ๕  ในระเบียบนี้
                   สถานสงเคราะห์  หมายความว่า  สถานสงเคราะห์หรือสถานแรกรับที่รัฐจัดตั้งขึ้นเพื่อให้การสงเคราะห์คนไร้ที่พึ่ง
ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๒/ตอน ๑๑๕ ง/หน้า ๑๘/๑๓ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๔๘ 
                    ผู้รับการสงเคราะห์  หมายความว่า  คนไร้ที่พึ่งที่มีคุณสมบัติตามระเบียบนี้  และได้รับอนุมัติให้เข้ารับการสงเคราะห์ในถานสงเคราะห์
                   ผู้ปกครอง  หมายความว่า   ผู้ปกครองสถานสงเคราะห์  หรือผู้ปกครองสถานแรกรับ
                    อธิบดี  หมายความว่า  อธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ
 
หมวดที่  ๒
คุณสมบัติ
 
                   ข้อ ๖  ผู้ที่จะเข้ารับการสงเคราะห์ตามระเบียบนี้  ต้องมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้
                         ๖.๑  เป็นบุคคลสัญญาชาติไทย  อายุตั้งแต่  ๑๘  ปีขึ้นไป
                         ๖.๒  มีความสมัครใจ
                         ๖.๓  ไม่เป็นผู้ต้องหาว่ากระทำผิดอาญา และอยู่ระหว่างการสอบสวนของพนักงานเจ้าหน้าที่  หรือถูกดำเนินคดีอาญา
                         ๖.๔  เป็นผู้ประสบปัญหาความเดือดร้อนอย่างใดอย่างหนึ่ง  ดังนี้
                          ๖.๔.๑  ที่อยู่อาศัย
                       ๖.๔.๒  สุขภาพร่างกายไม่แข็งแรง หรือบกพร่องความสามารถทำให้ไม่สามารถประกอบอาชีพ หรือไม่มีรายได้เลี้ยงตนเอง
                         ๖.๔.๓  ขาดผู้อุปการะ หรือผู้ให้ความช่วยเหลือ
                         ๖.๕  เป็นผู้สามารถช่วยเหลือตนเองได้ในกิจวัตรประจำวัน
                         ๖.๖  ไม่พิการทุพพลภาพจนไม่สมารถดูแลตนเองได้ หรือมีจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ
                      ๖.๗  กรณีผู้ไร้ที่พึ่งเจ็บป่วยที่ได้รับการรักษาพยาบาลอยู่ในสถานพยาบาลจะเข้าอยู่ในสถานสงเคราะห์ได้จะต้องได้รับการรักษาพยาบาลจนพ้นขีดอันตรายและสิ้นสุดการรักษาแล้ว หากเป็นโรคติดต่ออันตรายต้องมีใบรับรองแพทย์ว่า ไม่อยู่ในระยะแพร่เชื้อ
 
หมวดที่  ๓
การเข้าอยู่ในสถานสงเคราะห์ 
                   ข้อ ๗  การติดต่อเข้ารับการสงเคราะห์
                         ๗.๑  ในกรุงเทพมหานคร ให้ยื่นคำร้องขอสมัครเข้ารับการสงเคราะห์ได้ที่สำนักบริการสวัสดิการสังคม หรือสำนักงานพัฒนาสังคมและสวัสดิการกรุงเทพ  ๑-๘  หรือสถานสงเคราะห์ที่ใกล้ที่สุด
                         ๗.๒  ในส่วนภูมิภาค ให้ยื่นคำร้องสมัครได้ที่สำนักงานพัฒนาสังคมและสวัสดิการจังหวัดหรือสำนักงานส่งเสรมและสนับสนุนวิชาการ ๑-๑๒  หรือศูนย์พัฒนาและสงเคราะห์ชาวเขา หรือนิคมสร้างตนเองหรือสถานสงเคราะห์ที่ใกล้ที่สุด
                   ข้อ ๘  เมื่อผู้ปกครองอนุมัติรับตัวบุคคลไร้ที่พึ่งเข้ารับการสงเคราะห์ แล้วให้รายงานอธิบดีได้ทราบด้วย
                   ข้อ ๙  เมื่อสถานสงเคราะห์ได้รับตัวคนไร้ที่พึ่งแล้ว ให้ลงทะเบียนไว้เป็นหลักฐานและตรวจสอบสิ่งของติดตัวผู้รับการสงเคราะห์  ดังนี้
                    ๙.๑  สิ่งของต้องห้ามตามข้อ ๑๓.๓  หากตรวจพบให้ยึดไว หรือทำลายตามที่เห็นสมควรหรือดำเนินการตามกฎหมาย
                    ๙.๒  ทรัพย์สินมีค่า เช่น เงิน ทองรูปพรรณ หรือทรัพย์สินอื่น ๆ ให้ฝากไว้กับสถานสงเคราะห์ โดยสถานสงเคราะห์แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจรับทรัพย์สิน พร้อมทั้งจัดทำบัญชีรับฝากและจ่ายคืน ตลอดจนใบฝากทรัพย์สินไว้เป็นหลักฐาน
                   ให้สถานสงเคราะห์มอบใบฝากทรัพย์สินให้แก่ผู้รับการสงเคราะห์ติดตัวไว้สำหรับใช้เบิกทรัพย์สินกับทางสถานสงเคราะห์
                   เมื่อผู้รับการสงเคราะห์พ้นจากสภาพผู้รับการสงเคราะห์ไม่ว่าด้วยเหตุหนึ่งเหตุใดให้สถานสงเคราะห์คืนทรัพย์สินให้แก่ผู้รับการสงเคราะห์ เว้นแต่ผู้รับการสงเคราะห์จะแสดงเจตนาไว้เป็นอย่างอื่น
                   ข้อ ๑๐  ในกรณีที่ผู้ปกครองพิจารณาเห็นสมควรย้ายผู้รับการสงเคราะห์ ไปเข้ารับการ
สงเคราะห์ยังสถานสงเคราะห์อื่น หรือหน่วยงานอื่น เพื่อให้ได้รับการสงเคราะห์ที่เหมาะสมและก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้รับการสงเคราะห์ ให้ถือว่าผู้รับการสงเคราะห์ดังกล่าวเป็นผู้รับการสงเคราะห์ของสถานสงเคราะห์ที่รับตัวไว้ด้วย
 
หมวดที่ ๔
การจัดบริการในสถานสงเคราะห์ 
                   ข้อ ๑๑  ผู้ปกครองมีหน้าที่จัดบริการด้านปัจจัยสี่ ตลอดจนการฟื้นฟูสมรรถภาพทั้ง ๔ ด้าน ได้แก่ การแพทย์ การศึกษา สังคม และอาชีพตามความเหมะสมกับสภาพของผู้รับการสงเคราะห์แต่ละราย
 
หมวดที่ ๕
ข้อปฏิบัติสำหรับผู้รับการสงเคราะห์
                   ข้อ ๑๒  ข้อปฏิบัติสำหรับผู้รับการสงเคราะห์มีดังต่อไปนี้
                         ๑๒.๑  เคารพ เชื่อฟัง ปฏิบัติตามคำสั่งและระเบียบที่กำหนดขึ้นในสถานสงเคราะห์
                         ๑๒.๒ แต่งกายให้สุภาพเรียบร้อย หรือตามแบบที่ทางราชการกำหนด
                         ๑๒.๓ รักษาความสามัคคีในหมู่คณะ ไม่ทะเลาะวิวาท หรือชักชวน ยุยง ส่งเสริมให้ผู้ใดกระทำผิด
                         ๑๒.๔ ปฏิบัติคนอยู่ในศีลธรรมอันดี
                         ๑๒.๕ ช่วยดูแลรักษาถนอมทรัพย์สินของทางราชการให้อยู่ในสภาพเรียบร้อยและใช้โดยประหยัด
                         ๑๒.๖  เข้าร่วมกิจกรรมตามที่สถานสงเคราะห์กำหนด  รวมทั้งการพัฒนาด้านต่าง ๆ เช่น  ทำความสะอาดเรือนนอน  โรงอาหาร  และบริเวณทั่วไปของสถานสงเคราะห์หรือกิจกรรมเพื่อสาธารณประโยชน์
 
หมวดที่  ๖
ข้อห้ามสำหรับผู้รับการสงเคราะห์ 
                   ข้อ ๑๓  ข้อห้ามสำหรับผู้รับการสงเคราะห์  มีดังต่อไปนี้
                         ๑๓.๑  ไปนอนค้างแรมที่อื่น หรือนำบุคคลภายนอกเข้ามาในสถานสงเคราะห์ หรือนำบุคคลภายนอกเข้ามาค้างแรมในสถานสงเคราะห์ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากผู้ปกครอง หรือเจ้าหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย
                      ๑๓.๒  กระทำการใด ๆ ซึ่งก่อความเดือดร้อนรำคาญแก่ผู้อื่น
                      ๑๓.๓  มีสิ่งต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ไว้ครอบครอง
                      ๑๓.๓.๑  เฮโรอีน  ฝิ่น  กัญชา  ทินเนอร์  ยาอันตราย  หรือสิ่งเสพติดต่าง ๆ
                       ๑๓.๓.๒  สุรา  หรือเครื่องดองของเมา
                       ๑๓.๓.๓  อุปกรณ์การพนัน
                       ๑๓.๓.๔  อาวุธ  หรือของมีคมทุกชนิด  หรือสิ่งที่ใช้เป็นอาวุธได้
                      ๑๓.๓.๕  วัตถุระเบิด
                       ๑๓.๔  เล่นการพนันทุกชนิด
                       ๑๓.๕  ลักขโมย
                        ๑๓.๖  สูบบุหรี่ในเรือนนอน
                        ๑๓.๗  เสพสุรา  หรือของมึนเมาทุกชนิดในบริเวณสถานสงเคราะห์
                        ๑๓.๘  นำสัตว์ทุกชนิดเข้ามาเลี้ยงในบริเวณสถานสงเคราะห์
                    ๑๓.๙  นำอาหารไปรับประทานนอกห้องอาหาร  ยกเว้นผู้ป่วยที่ได้รับอนุญาตแล้ว
                         ๑๓.๑๐ ประกอบอาหารในเรือนนอน
                         ๑๓.๑๑ นำทรัพย์สินของทางราชการมาใช้ประโยชน์ส่วนตัว
                         ๑๓.๑๒ ทรัพย์ของทางราชการ
                    ๑๓.๑๓ กระทำการใด ๆ อันเป็นการรบกวนความสงบสุขต่อราษฎรที่อาศัยอยู่ในบริเวณใกล้เคียง
                         ๑๓.๑๔ ประพฤติประเวณีในสถานสงเคราะห์
                         ๑๓.๑๕ ทะเลาะวิวาทกันจนได้รับบาดเจ็บ
                         ๑๓.๑๖  ทำความเสียหายต่อทรัพย์สินของทางราชการ หรือประทุษร้ายต่อร่างกายเจ้าหน้าที่ หรือผู้รับการสงเคราะห์ด้วยกัน หรือกระทำความผิดกฎหมายอื่น ๆ
 
หมวดที่  ๗
การลงโทษ 
                   ข้อ  ๑๔  เมื่อคนไร้ที่พึ่งรับการสงเคราะห์ในสถานสงเคราะห์ ให้ผู้ปกครองแจ้งข้อปฏิบัติและข้อห้ามตามระเบียบนี้ และคำสั่งหรือระเบียบที่สถานสงเคราะห์กำหนดขึ้นให้ผู้รับการสงเคราะห์ทราบ
 
                   ข้อ  ๑๕  ผู้รับการสงเคราะห์ที่ฝ่าฝืนข้อห้ามในข้อ ๑๓.๑ - ๑๓.๑๓ ให้ผู้ปกครองพิจารณาลงโทษ ดังนี้
                         ๑๕.๑  ความผิดครั้งแรก ให้ว่ากล่าวตักเตือน
                         ๑๕.๒  ความผิดครั้งที่สอง ให้ทำทัณฑ์บน
                         ๑๕.๓  ครั้งที่สาม ผู้ปกครองมีอำนาจพิจารณาสั่งให้ออกจากสถานสงเคราะห์แล้วรายงานให้อธิบดีทราบ
                   ทั้งนี้  ให้เจ้าหน้าที่ผู้พบเห็นผู้รับการสงเคราะห์กระทำความผิด เป็นผู้รายงานต่อผู้ปกครองเพื่อสอบสวนข้อเท็จจริงแล้วพิจารณาดำเนินการตามความเหมาะสม
 
                   ข้อ  ๑๖  ผู้รับการสงเคราะห์ที่ฝ่าฝืนข้อห้ามในข้อ  ๑๓.๑๔-๑๓.๑๖ ผู้ปกครองมีอำนาจพิจารณาสั่งการให้ออกจากสถานสงเคราะห์ แล้วรายงานอธิบดีทราบ
 
หมวดที่  ๘
การพ้นสภาพผู้รับการสงเคราะห์ 
                   ข้อ  ๑๗  ผู้รับการสงเคราะห์จะพืนสภาพผู้รับการสงเคราะห์  ดังต่อไปนี้
                         ๑๗.๑  ลาออก หรือหลบหนีออกจากสถานสงเคราะห์ติดต่อกันเกินกว่า ๓๐ วัน
                         ๑๗.๒  บิดา มารดา หรือญาติพี่น้องขอรับตัว
                         ๑๗.๓  ถึงแก่ความตาย
                         ๑๗.๔  ส่งตัวไปยังหน่วยงานอื่นที่มิใช่สถานสงเคราะห์ตามระเบียบนี้
                         ๑๗.๕  ถูกสั่งให้ออกจากสถานสงเคราะห์ ตามข้อ ๑๖
                         ๑๗.๖  ถูกดำเนินคดีทางอาญาและส่วนราชการที่เกี่ยวข้องขอรับตัวไปควบคุม เพื่อดำเนินการตามกฎหมาย
 
ข้อ  ๑๘  เมื่อผู้รับการสงเคราะห์ได้พ้นสภาพการเป็นผู้รับการสงเคราะห์ ตามข้อ ๑๗ ให้ผู้ปกครองจำหน่ายออกจากทะเบียน แล้วรายงานอธิบดี พร้อมทั้งแจ้งให้ญาติผู้รับการสงเคราะห์ทราบทันที
 
หมวดที่  ๙
รายได้ผู้รับการสงเคราะห์
 
                   ข้อ  ๑๙  รายได้ที่เกิดจากการทำงาน หรือการผลิตของสถานสงเคราะห์ในกรณีที่ผู้รับการสงเคราะห์มีส่วนร่วมในการประกอบการนั้น ๆ เมื่อหักค่าใช้จ่ายแล้ว ให้แบ่งให้ผู้รับการสงเคราะห์ตามสัดส่วนที่กำหนดไว้ตามระเบียบกรมประชาสงเคราะห์ ว่าด้วยเงินนอกงบประมาณ
 
หมวดที่  ๑๐
รายได้ผู้รับการสงเคราะห์
 
                   ข้อ  ๒๐  เรื่องต่าง ๆ มิได้กำหนดไว้ในระเบียบนี้ ให้อยู่ในอำนาจวินิจฉัยของอธิบดี
 
                                                 ประกาศ  ณ  วันที่  ๑๑  พฤษภาคม  พ.ศ. ๒๕๔๗
 
                                                                   วัลลภ  พลอยทับทิม
                                                         อธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ
 
 
Current Pageid = 34